เปิดวิสัยทัศน์ IT รอบโลกกับ "ชาติชาย สุภัควนิช"
คุณชาติชาย สุภัควนิช เป็นผู้ก่อตั้ง ทูพลัสกรุ๊ป ซึ่งในวงการธุรกิจก่อสร้าง ชื่อของ ‘ทูพลัส’ น่าจะเป็นชื่อที่หลายคนคุ้นหูจนถึงขั้นคุ้นเคย เพราะถือได้ว่าเป็นองค์กรที่มีความครบวงจรเรื่องก่อสร้างมากที่สุดในประเทศไทย โดย ทูพลัส กรุ๊ป ประกอบไปด้วยธุรกิจในเครือมากมาย อาทิ เป็นบริษัทจัดจำหน่ายซอฟท์แวร์ โซลูชั่น ด้านไอทีก่อสร้างทั้งระบบ เป็นศูนย์กลางการออกแบบก่อสร้างแบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย การเป็นศูนย์กลางการอบรมด้านการก่อสร้างครบวงจร ทั้งขบวนการทำงานตั้งแต่การออกแบบก่อสร้าง และการใช้อาคาร ภายใต้ชื่อ บริษัท ทูพลัส เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด

คุณชาติชายเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานครบทุกหน้าที่ในการก่อสร้างอาคารมากว่า 30 ปี ตั้งแต่ วิศวกรควบคุมงาน บริษัทที่ปรึกษาโครงการ เจ้าของโครงการผู้รับเหมาก่อสร้างและออกแบบ ฯลฯ ปัจจุบันนอกจากจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารของทูพลัสกรุ๊ปแล้ว คุณชาติชาย ยังดำรงตำแหน่งต่างๆ อีกมากมายไม่ว่าการเป็น อาจารย์รับเชิญพิเศษบรรยายให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนให้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยรังสิต การเป็นหนึ่งในคณะกรรมมาธิการวิทยาการเทคโนโลยีการสื่อสาร และโทรคมนาคมให้กับวุฒิสภาในฐานะผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษาทางด้าน IT ให้กับองค์การเภสัชกรรม
ในส่วนของเวบไซต์ไทยคอนแทรคเตอร์ดอทคอม (www.thaicontractors.com) ธุรกิจใหม่ในเครือ ‘ทูพลัส’ นั้นเปิดขึ้นเพื่อใช้เป็นเวทีกลางผ่านสื่อออนไลน์ในการติดต่อสื่อสาร และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันในกลุ่มของคนทำงานแวดวงด้านการก่อสร้างของไทย รวมถึงการเป็นแหล่งที่รวบรวมข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง สถาปนิก วิศวกร ช่างเทคนิค เจ้าของโครงการ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึงกลุ่มนักศึกษาที่เรียนด้านวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมที่มีอยู่จำนวนมากในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศโดยหวังขยายฐานสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตในการทำงาน มั่นใจสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านข้อมูลข่าวสาร และองค์ความรู้สมัยใหม่เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างของไทยแบบครบวงจรให้เทียบชั้นนานาชาติ พร้อมตั้งเป้าสู่เว็บยอดนิยมอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง สถาปนิก และวิศวกรรุ่นใหม่ เกิดจากการที่ได้เดินทางไปดูงาน และอมรมในต่างประเทศบ่อยๆ นั้นเอง
“ผมต้องการให้เว็บไซต์เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างได้ศึกษา และค้นคว้าซึ่งจะกลายเป็นการพัฒนาศักยภาพของคนทำงานให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะอุตสาหกรรมการก่อสร้างของไทยมีมูลค่าถึงปีละ 1 ล้านล้านบาท จึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่จะนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจะทำให้สามารถประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และคุณภาพการก่อสร้างมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล”
จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการเดินทางไปดูงานทั่วโลกมานั้น ทำให้คุณชาติชาย สุภัควนิช มองเห็นแง่มุมต่างๆ มากมายที่สามารถนำมาใช้พัฒนาทรัพยากรบุคคลในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่า “การก่อสร้างยุคใหม่จะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิตในการทำงาน ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างอาคารจะต้องมองให้เป็นระบบ หรือให้ครบทั้งวงจรชีวิตของอาคาร เริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบ กระบวนการก่อสร้าง ไปจนถึงกระบวนการบริหารอาคาร ซึ่งถ้าหากสถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมาก่อสร้างคำนึงถึงประสิทธิภาพในการทำงานโดยนำเอาไอทีสมัยใหม่เข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงานจะทำให้องค์กรสามารถประหยัดค่าก่อสร้างได้ถึง 30% ซึ่งหากคิดจากตัวเลขมูลค่าการก่อสร้างทั้งปีที่มีเม็ดเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท นั่นหมายถึงการประหยัดงบประมาณการก่อสร้างกว่า 3 แสนล้านบาท และยังช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติได้อีกมากมาย จากการที่เราช่วยกันส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ”
“การศึกษาที่ล้าสมัย และได้แต่ผลิตบัณฑิตที่ไม่มีคุณภาพออกมานั้น มันตามไม่ทันสังคมโลกกล่าวคือ คนที่สอนก็ได้แต่สอน รู้อย่างเดียวแต่ไม่เคยปฏิบัติ ไม่มีความแตกฉาน ตำราก็ล้าสมัย เทคโนโลยีไปถึงไหนก็ตามไม่ทัน ดังนั้นนักศึกษาที่จบออกมาก็เหมือนแรงงานขยะ ทำงานในโลกของความเป็นจริงไม่ได้ กลายเป็นเวรกรรมของประเทศซะอย่างนั้น ดูง่ายๆ อย่างคนที่จบเลขามา พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จบวิศวกรรมศาสตร์มาแต่ออกแบบไม่ได้ จบการตลาด แต่ไม่รู้จัก CRM จบคอมพิวเตอร์มาก็ใช้ได้แต่ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ จบการศึกษาในประเทศไทยแต่น้อยคนมากที่จะทำจดหมายภาษาไทยได้ถูกต้องจริงๆ ปัญหาต่อมาก็คือ เมื่อแรงงานคุณภาพต่ำ ค่าจ้างแรงงานก็ต่ำ รายได้ก็น้อย พอรายได้น้อยเงินออมก็น้อย พอเงินออมต่ำ เงินลงทุนก็ต่ำตามไปด้วย ฉะนั้น แรงงานก็เป็นได้แค่แรงงานวันยังค่ำ โอกาสที่จะลงทุนทำธุรกิจที่ตัวเองเชี่ยวชาญมีน้อยมาก ซึ่งนั้นกำลังเป็นปัญหาใหญ่ต่อระบบอาชีพ โดยเฉพาะสถาปนิก เกิดปัญหามากที่สุดเลย เพราะสถาปนิกที่จบมาแล้ว 5 ปี จะเหลือที่ทำอยู่ในอาชีพเพียง 5% เท่านั้น ส่วนอีก 95% จำเป็นต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นหมด เนื่องจากคุณภาพไม่ผ่าน ตลาดแรงงานไม่ต้องการ ผมเห็นภาพอย่างนี้มาตลอด ประกอบกับผมเป็นคนชอบศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ อยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้จึงผลักดันให้ผมเปิดศูนย์เทรนนิ่งขึ้นมา พร้อมกับดีไซน์หลักสูตรการเรียนการสอนในรูปแบบบูรณาการ โดยเราวิเคราะห์ว่า ตลาดแรงงานต้องการอย่างไร เราก็ผลิตบุคลากรให้ได้ตามนั้น เพื่อให้คนที่มาเรียนได้นำองค์ความรู้ทั้งหมดไปประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
คุณชาติชายมองว่า คนไทยยังขาดหลักคิด และต้นแบบที่จะหล่อหลอมกระบวนการคิด วิศวกรหรือสถาปนิกที่จบได้เพราะ "ติวข้อสอบ" แทนที่จะ "ติววิชา" ทำให้ไม่สามารถขายความสามารถได้ทันทีจึงเน้นไปที่ "ทฤษฎีการบริหารจัดการ" เพื่อบ่มเพาะให้วิศวกร และสถาปนิกรู้รอบการบริหารโครงการ วางแผนกลยุทธ์องค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้ายคือสร้างกำไรให้แก่ธุรกิจ โดยชี้ว่า เป้าหมายหลักของคนทำงาน คือ เงิน เวลา และคุณภาพ ทำงานคุณภาพ ระยะเวลาสั้น ก็เพื่อผลกำไรแต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสวนทาง ทำให้บริษัทรับเหมาจำนวนไม่น้อยขาดทุนจนต้องทิ้งงาน เพราะ กระบวนการทำงานจริงๆ ยังวนกับปัญหาเดิมๆ รูปแบบการทำงานไร้ประสิทธิภาพ ยิ่งทำผู้รับเหมายิ่งขาดทุน ยิ่งทำ งานก็ยิ่งล่าช้า และวิศวกรที่เรียนจบมาไม่ต่างจาก "เบ๊" หรือแค่คนขับรถซื้อตามคำสั่งช่างรับเหมา
"หลังจากนี้รูปแบบการทำธุรกิจก็จะเปลี่ยนไป ถามว่า ยังไงเขาก็ต้องซื้อวัสดุก่อสร้างอยู่แล้ว ถ้ามาซื้อที่ผมถูกว่าที่อื่น 1 เปอร์เซ็นต์ น่าสนใจมั้ย ถ้าต้องซื้อ 100 ล้านบาท 1 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าไม่น้อยนะ ยิ่งตอนนี้เรามีซัพพลายเออร์หลายรายแล้วด้วย เป็นการทำให้ธุรกิจของทูพลัส ซอฟท์ครบวงจรมากขึ้น"
"วิศวกรพอรับงานมา ก็ต้องหามือเขียนแบบ หาวัสดุก่อสร้างเอง บ้างครั้งรับงานมาแต่ไม่ได้กำไร ถ้ามาใช้บริการของเราจะดีกว่า ขอแค่สามารถรับงานได้ ขายงานได้ก็เพียงพอแล้ว การรับส่งงานมาที่สำนักงานใหญ่ก็ทำผ่านระบบอินเทอร์เน็ตทั้งหมดที่สำคัญผมไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศแค่นั้น เพราะโมเดลทุกตัวจะต้องทำตลาดต่างประเทศได้ด้วย"
ทิศทางที่ก้าวต่อไปในอนาคต .jpg)
คุณชาติชาย พูดถึงเป้าในปีนี้ว่า ยังไม่ได้มองถึงผลกำไร เพราะยังถือว่าเป็นการสร้างฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจ
“ในประเทศไทยไม่มีใครตอบผมได้ว่าทำอย่างไร เพราะเขาขาดองค์ความรู้ ซึ่งทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน ดูอย่างประเทศที่กำลังพัฒนาเหมือนๆ กับเราไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือมาเลเซีย ซึ่งตะก่อนเราล้ำหน้าเขานะ แต่ตอนนี้เค้านำเราแล้วในเรื่องประสิทธิภาพของคน เพราะเข้ารู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ ดูง่ายๆ สมมุติว่าคุณจะสร้างตึกในประเทศไทยคุณต้องใช้งบ 30 ล้าน ขณะที่เวียดนามใช้งบแค่ 18 ล้าน เป็นคุณจะเลือกที่ไหน (ผู้เขียนก็ตอบอย่างว่องไวว่า เวียดนามสิ ถูกกว่าเกือบครึ่ง) เค้าพัฒนาแบบก้าวกระโดดกันแล้ว มีแต่ไทยนี้แหละที่ย่ำอยู่กับที่เดี๋ยวเดินหน้า เดี๋ยวถอยหลัง สุดท้ายไม่ได้ดีสักอย่าง คนไทยมีสภาพแวดล้อมที่ดี แต่ติดรักสบาย ผมไม่ได้หมายความว่ามันแย่นะ แต่เราควรนำเอาคุณลักษณ์เด่นๆ ของคนไทยมาใช้แบบเพิ่มมูลค่าสิ อย่างคนไทยเนี่ยงานบริการเป็นยอดแต่ขาดการบริหารการจัดการที่ดี ซึ่งตรงนี้เราสามารถนำระบบITเข้ามาช่วยพัฒนาได้ โดยผมก็เริ่มจากจุดที่ผมถนัดก่อน ก็คือทางด้านวิศวกรรมซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ใครๆ ก็ต้องการที่อยู่จริงไหม จากนั้นมันก็จะส่งผลต่อไปยังระบบงานสายอื่นๆ ทำให้สังคมเกิดการหมุนเวียนขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบันทางเราก็พยายามเน้นพัฒนาองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้เป็นระบบ ที่ผ่านมาเราไม่มีระบบทุกอย่างมันกระจัดกระจาย โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และทั่วไป การจะเข้าตลาดหุ้นในต่างประเทศได้ต้องมีฐานทางการเงินที่ดีจากเมืองไทยก่อน เราจึงตั้งเป้าว่ากลางปีนี้น่าจะระดมทุนแล้วเข้าตลาดหุ้น MAI ได้ ซึ่งจะให้มั่นคงก็ต้องมีแบ็กอัพที่แน่นอน ก็คือ ผลการดำเนินงานที่ดี และการได้โครงการใหญ่ๆ แล้วหลังจากที่เราเข้า เอ็มเอไอ แล้วประมาณ 2 ปี เราน่าจะเข้าแนสแด็ก ซึ่งต้องมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านดอลลาร์ และยังมีค่ายื่นเอกสารอีก 1 ล้านดอลลาร์ เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ผ่านมา"
“ผมได้คุยกับหลายกรมในประเทศไทยไปแล้ว มีการนำเสนองานต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจ แล้วกรมในประเทศไทยมีอยู่สองร้อยกว่ากรม ถ้าผมขายที่ละ 10 ล้านบาท นี่แค่ระดับกรมนะ ถ้าเป็นระดับกระทรวงหรือรัฐบาลละ แล้วถ้าขายเอกชนด้วย อย่างน้อยน่าจะได้ 2,000 ล้านบาท แต่มันอาจจะไม่ได้มาพร้อมกันทีเดียว และสุดท้ายเราต้องออกไปขายตลาดต่างประเทศ นี่คือสาเหตุที่ทำไมต้องร่วมลงทุนกับโรโบแบท"
"รัฐบาลชุดที่แล้วถือว่าวางรากฐานของรัฐบาล อี-กอฟเวิร์นเมนท์ (E-Government) ไว้เยอะมาก แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ระดับปฏิบัติบางส่วนอาจจะยังไม่เข้า แต่ก็มีที่มีพัฒนาระบบขึ้น มีการให้บริการที่ทั่วถึง ที่สำคัญคือต้นทุนต่ำ ซึ่งไอทีเป็นคำตอบที่จะนำมาใช้ในทำมาหากินได้จริงๆ ให้เข้ากับยุคสมัยที่พัฒนา"
คุณชาติชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ไทยคอนแทรคเตอร์ดอทคอม เป็นเว็บไซต์ที่มีความพร้อมในการให้บริการข้อมูลด้านการก่อสร้างครบวงจรเป็นแห่งแรกของไทย ซึ่งจะตอบสนองต่อความต้องการด้านข้อมูลข่าวสารของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการก่อสร้างปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเนื้อหาของเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น โดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในแวดวงการก่อสร้างมากว่า 30 ปี ทำให้การจัดทำเนื้อหามีความครบถ้วนและหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด ซึ่งคอนเทนต์ของเว็บไซต์ที่เป็นจุดเด่น และน่าสนใจประกอบด้วย ข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงก่อสร้าง บทความทางวิชาการ เทคโนโลยีขั้นสูงในการออกแบบก่อสร้าง ตัวอย่างการออกแบบอาคารที่สูงที่สุดในโลก ผลสำรวจ ข่าวประมูล คลังภาพถ่ายอาคาร ทำเนียบวัสดุก่อสร้าง ทำเนียบโรงงาน ทำเนียบสถาปนิก วิศวกร ทำเนียบเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง และห้องสนทนาเพื่อพูดคุยกับเพื่อนๆ ในแวดวงก่อสร้างด้วยกัน”
“บริษัทมั่นใจว่า ไทยคอนแทรคเตอร์ดอทคอม จะเป็นชุมชนออนไลน์ขนาดใหญ่สำหรับคนทำงานในแวดวงด้านการก่อสร้างและยังเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานไปสู่การผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ป้อนอุตสาหกรรมการก่อสร้างของไทย โดยตั้งเป้าเพื่อมุ่งสู่การเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง สถาปนิกและวิศวกรรุ่นใหม่ การซื้อขายวัสดุก่อสร้างทางอินเทอร์เน็ต โดยจะ ให้บริการข้อมูลสำหรับธุรกิจก่อสร้างในประเทศไทย และคาดว่าจะเปิดให้บริการซื้อขายผ่านเวบไซต์หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว”